สตาร์ที่หมดไฟ ก่อนวัยอันควร เดวิด เบนท์ลี่ย์

สตาร์ที่หมดไฟ1

“เดวิด เบนท์ลี่ย์” เขาเคยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดของอังกฤษ เคยกระทั่งถูกยกว่าเป็น “เดวิด เบ็คแฮม คนใหม่” ด้วยซ้ำ
 
ทั้งคู่มีหลายอย่างคล้ายกัน..
ชื่อ เดวิด เหมือนกัน
หน้าตาหล่อเหลาทั้งคู่
มีสไตล์ ชอบเปลี่ยนทรงผม
มีความมั่นใจในตัวเองสูง
เล่นตำแหน่งหลักคือปีกขวา
มีฟรีคิกเป็นจุดเด่น
เติบโตมาจากตอนเหนือของลอนดอน
 
เมื่อปี 2007 เบนท์ลี่ย์ ถูกเรียกตัวมาติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ขณะนั้นเขาอายุ 22 ปี
เขาประกาศทันทีว่าเขาจะมายึดตำแหน่งตัวจริงจาก เดวิด เบ็คแฮม!
 
มันทำให้คนหมั่นไส้ไม่น้อย เพราะ เบ็คแฮม แม้หลังฟุตบอลโลก 2006 จะก้าวลงจากตำแหน่งกัปตันทีมชาติ และหายไปจากทีมพักใหญ่ แต่แฟนบอลก็ยังรักและชื่นชอบ ดูบอลสด
 
เบนท์ลี่ย์ เปิดเผยเรื่องนี้ในภายหลังอย่างตรงไปตรงมา
“มีคำถามเกี่ยวกับการเสียใจเยอะนะ ผมไม่เสียใจอะไรทั้งนั้น แล้วจะให้ผมพูดว่าไงล่ะ? ‘ผมมานี่เพื่อขัดรองเท้าให้เบ็คแฮมเหรอ?’ ผมไปติดทีมชาติก็เพื่อแย่งตำแหน่งของเขาให้ได้ไม่ใช่หรือ?”
 
“คนอยากให้ผมพูดว่า ‘ผมมานี่เพื่อเรียนรู้จากเขา’ แต่นั่นไม่ใช่ผม เดวิด อาจมองว่าผมเพี้ยนๆ นะ แต่เขาเป็นคนที่ยอดมาก ผมยังบอกเขาเลยว่า ผมเก่งกว่าเขานะ และท้าให้เราลองมาแข่งยิงฟรีคิกกัน เราหยอกล้อและหัวเราะกัน”
 
เรื่องของความมั่นใจในตัวเอง และการตัดสินใจทำอะไรแบบตรงไปตรงมา มันดูเหมือนจะส่งผลเสียต่อเขาไม่น้อย
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น อังกฤษชุดยู-21 ที่มี สจ๊วร์ต เพียร์ซคุมทีม มีคิวต้องไปเล่นศึก ยูโร ยู-21 ที่ประเทศฮอลแลนด์ ตอนหน้าร้อนปี 2007
 
เบนท์ลี่ย์ คือหนึ่งในคนที่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดเล็ก แต่เขาประกาศขอถอนตัว โดยอ้างว่าล้า จากการลงสนามมาตลอดทั้งปี
 
สื่อเอาเรื่องนี้มาลงข่าวปุ้บ เขาโดนด่ายับ หาว่าไม่ให้เกียรติทีมชาติ พอเป็นชุดเล็กก็ไม่อยากลงเล่น ต่างๆ นาๆ และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มเซ็งกับฟุตบอล ทายผลบอล

สตาร์ที่หมดไฟ ปฏิเสธทีมชาติ เพราะความเหนื่อยล้า

สตาร์ที่หมดไฟ2

“ผมไม่เซอร์ไพรส์นะกับปฏิกิริยาที่ออกมา แต่ผมลงเล่นไป 60 นัดในฤดูกาลนั้น ผมอธิบายกับ ฟาบิโอ คาเปลโล่ แล้วว่าถ้าทีมชาติชุดเล็กเราได้ผ่านเข้าไปยูโร รอบสุดท้าย ผมจะไม่ได้พักเบรกเลย เพราะแบล็คเบิร์นมีโปรแกรมเล่น อินเตอร์โตโต้ คัพ อีกในช่วงเปิดซีซั่นต่อไป ผมลงเล่นไม่ไหวจริงๆ”
 
“มันผ่านมา 10 ปีแล้ว ทุกคนเรียกผมตอนนั้นว่าเป็นไอ้เชี่ย ทุกวันนี้ นักเตะที่เล่นมาหนักก็ได้พัก”
 
“แต่ผมก็ยืนยันการตัดสินใจของผม ผมรู้จักร่างกายตัวเอง ผมไม่ไหวจริงๆ ผมโทรหาสจ๊วร์ต เพียร์ซ แล้วบอกเขาว่า ‘ผมเล่นไม่ไหว’ ผมไม่ได้ไม่ให้เกียรติทีม ยู-21 นะ “
 
“เพียร์ซ ไม่ได้พูดอะไรนัก แต่วันต่อมา พวกเขาไปให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ ด่าผมเละ และผมก็โดนเอาการตัดสินใจของผมไปเทียบกับทหารที่ไปรบในอัฟกานิสถานโน่นเลย มันประหลาดมาก”
 
“ผมคิดว่านั่นอาจเป็นจุดที่ผมเริ่มหมดรักกับเกมลูกหนังไปเล็กน้อยแล้ว ผมคิดในใจว่า ‘นี่มันเชี่ยไรวะเนี่ย’ ผมอาจบอกกับแบล็คเบิร์นไปเฉยๆ เลยก็ได้ว่าผมบาดเจ็บ เพราะพวกเขาก็ไม่อยากให้ผมไปเล่นชุดเล็กอยู่แล้ว แต่ผมก็ไม่ทำแบบนั้น ผมโทรหาเพียร์ซและพูดตรงๆ กับเขา แล้วดูสิ่งที่ผมได้รับสิ”
 
มีข่าวว่าเขาเป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่เด็ก ซึ่งเขาเคยเปิดเผยว่า เขาไม่ได้เชียร์ทีมไหนเป็นพิเศษเลย เพราะคุณพ่อของเขาเป็นทหารอากาศ ทำงานใน RAF (Royal Air Force – กองทัพอากาศ) ทำให้ต้องย้ายบ่อย แทงบอล
 
เพียงแต่ช่วงหนึ่งเขาอยู่แถบลอนดอนตอนเหนือ เกมแรกที่เขาไปดูเกมในสนามคือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์
อย่างไรก็ตาม สโมสรหลักสโมสรแรกของเขาคืออาร์เซน่อล เขาโตมาจากระบบเยาวชนของทีมปืนใหญ่ในช่วงที่ อาร์แซน เวนเกอร์ รุ่งเรืองสุดขีด ในปี 1997-2001
 
พอปี 2001 อายุได้ 17 ปี ก็เริ่มขึ้นมาฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่อาร์เซน่อลแล้ว เบนท์ลี่ย์ ได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่อาร์เซน่อลครั้งแรกในปี 2002/03 แต่เขามาดังก็ตอนโดนปล่อยให้ นอริช ยืมตัวในปี 2004/05
 
เดิมที เบนท์ลี่ย์ เล่นเป็นกองหน้า ทั้งหน้าเป้าและหน้าต่ำ แต่ตำแหน่งที่ทำให้เขาแจ้งเกิดคือตัวริมเส้น ทั้งปีกซ้ายปีกขวา ซึ่งเขาถนัดการเล่นปีกขวาที่สุด
 
สไตล์ของ เบนท์ลี่ย์ คือการเลี้ยงผ่านคู่แข่ง มีลูกครอสที่ดี ฟรีคิกดี เล่นลูกตั้งเตะเก่ง และกล้าตัดสินใจยิงจากระยะไกลนอกกรอบเขตโทษ เมื่อบวกกับหน้าตาที่หล่อเหลา ทำให้เขาดังขึ้นมาอย่างรวดเร็วในตอนนั้น เขาถูกมองว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักให้ทีมชาติอังกฤษในอนาคต
 
อาร์เซน่อล ช่วงนั้นยังแข็งแกร่ง พูดตามตรงก็คือ เบนท์ลี่ย์ ยากที่จะสอดแทรกเข้าไปสู่ทีมชุดใหญ่ เขาเลยโดนปล่อยยืมเป็นหลัก ฤดูกาล 2005/06 เขาโดนปล่อยให้ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ยืมตัวและทำผลงานเป็นที่น่าพอใจ
 
เมื่อตลาดหน้าหนาวมาถึง มกราคม 2006 ทีมกุหลาบไฟตัดสินใจยื่นซื้อ เบนท์ลี่ย์ มาเป็นกรรมสิทธิ์อย่างถาวร
 
เกมแรกหลังจากเซ็นสัญญาถาวร เบนท์ลี่ย์ก็แผลงฤทธิ์ทันที เขาทำแฮททริกในเกมที่ แบล็คเบิร์น เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปได้อย่างสุดมัน 4-3
 
หลังจาก 3 ฤดูกาลกับ แบล็คเบิร์น ที่ถือเป็นช่วงที่เขามีผลงานโดดเด่นและชัดเจนที่สุด เขาก็ตัดสินใจว่าอยากย้ายไปทีมใหญ่ขึ้น ช่วงนั้นมีข่าวว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เองก็สนใจอยากได้ตัวไปร่วมทีมเช่นกัน แทงบอลออนไลน์

หลากหลายเหตุผล ส่งผลให้ เบนท์ลี่ย์ กลายเป็น สตาร์ที่หมดไฟก่อนวัยอันควร

สตาร์ที่หมดไฟ3

ทว่าเป็น ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ คือสโมสรที่เข้ามาติดต่อเขา ภายใต้กุนซือคนใหม่อย่าง แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์
สเปอร์ส ยอมจ่าย 15 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าสูงไม่น้อย ในปี 2008 เพื่อเซ็นสัญญา เบนท์ลี่ย์ มาร่วมทีม
 
29 ตุลาคม 2008 เดวิด เบนท์ลี่ย์ ทำประตูแรกในลีกให้กับสเปอร์ส มันคือหนึ่งในประตูสวยสุดของพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนั้น และมันเป็นประตูสุดคลาสสิก เพราะมันเป็นประตูที่เขายิงใส่ อาร์เซน่อล ต้นสังกัดเก่าของเขานั่นเอง
 
นอกจากประตูสุดสวยของ เบนท์ลี่ย์แล้ว เกมนี้ยังสุดคลาสสิกด้วยเพราะตอนนั้น อาร์เซน่อล ข่มสเปอร์ส มิดมาตลอด
หลังโดนนำ อาร์เซน่อล เอาคืน 3 ประตูรวดจาก มิกาแอล ซิลแวสต์, วิลเลี่ยม กัลลาส และ เอมานูเอล อเดบายอร์
ดาร์เรน เบนท์ พาสเปอร์ส ไล่มา 2-3 ในนาทีที่ 67 แต่แล้วอีกนาทีต่อมา โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ก็กดพาอาร์เซน่อลหนีไปเป็น 4-2 อีกครั้ง
 
ชัยชนะคงตกเป็นของอาร์เซน่อลแน่ๆ แต่ไม่ใช่ เพราะในนาทีที่ 89 และ 90 สเปอร์ส มาได้ 2 ประตูรวดจาก จีนาส และ แอร่อน เลนน่อน ทำให้จบลงด้วยสกอร์ 4-4
 
น่าเสียดาย ที่ฟอร์มของ เบนท์ลี่ย์ กับสเปอร์ส ไม่ได้ดีอย่างตอนเล่นให้ แบล็คเบิร์น ประตูยิงใส่อาร์เซน่อล เป็นลูกเดียวที่เขาทำได้ในปีนั้น
 
ปีต่อมา เบนท์ลี่ย์ ก็ยังเป็นแค่สำรอง ลงสนามน้อยนิด เมื่อฟอร์มไม่ดี ไม่ได้ลงเล่น เขาก็ไม่ถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติอีก
เขาโดนสเปอร์ส ปล่อยยืมตัวไปที่ เบอร์มิงแฮม, เวสต์แฮม และไปไกลถึง เอฟซี รอสตอฟ ในรัสเซียด้วย จนกลับมายืมตัวที่ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส อดีตต้นสังกัด ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อปี 2012/13
 
หลังจบฤดูกาลนั้น เขาก็ถูกสเปอร์ส ปล่อยตัวออกจากทีมด้วยวัยเพียง 28-29 ปี ซึ่งมันควรเป็นวัยที่นักเตะสักคนจะพีคขีดสุด แต่สำหรับ เดวิด เบนท์ลี่ย์ มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น
 
ไม่ใช่แค่เรื่องฝีเท้า หรือฟอร์มการเล่น แต่ช่วง 3-4 ปีหลัง เบนท์ลี่ย์ เริ่มหมดไฟ ไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเล่นฟุตบอลอีกแล้ว ใช่ว่าจะไม่มีทีมไหนสนใจ แม้จะไมใช่ทีมระดับสูงสุด แต่ทีมรองๆ ยังให้ความสนใจกับเขา แต่ เบนท์ลี่ย์ เลือกที่จะปฎิเสธ และเขาประกาศแขวนสตั๊ดในปีต่อมา
 
มีคนเคยบอกว่า หากคุณได้ทำงาน ในสิ่งที่คุณรัก มันก็เหมือนไม่ต้องทำงาน แต่สำหรับ นักฟุตบอลอาชีพส่วนใหญ่อาจเป็นแบบนั้น เพราะพวกเขารักในกีฬาฟุตบอล ชอบเล่นฟุตบอล รักเกมลูกหนัง
 
เดวิด เบนท์ลี่ย์ ก็เช่นกันในตอนที่เขาเริ่มต้นอาชีพ แต่ความรักและความสนุกในเกมมันค่อยๆ ลดลง สวนทางกับวิถีของฟุตบอลสมัยใหม่ที่เป็นธุรกิจมากขึ้น และนักฟุตบอลแม้จะได้ค่าเหนื่อยมหาศาล แต่ต้องกลายเป็นเหมือนหุ่นยนต์ ห่างไกลจากเมื่อ 10-20 ปีก่อนมากขึ้นทุกที
 
“เกมฟุตบอลเปลี่ยนไปเยอะมาก เมื่อผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอล มันเป็นเรื่องของการสนุกกับการเล่นมากกว่า คุณไปทำงานทุกๆ วันแล้วคิดว่า นี่มันยอดเยี่ยมมาก”
 
“ตอนนี้ มันอย่างกับหุ่นยนต์ แถมมีเรื่องของโซเชียลมีเดีย เข้ามาอีก และเงินที่วิ่งเข้าหาเกมฟุตบอล ผมไม่อยากพูดเลยจริงๆ แต่นั่นทำให้มันน่าเบื่อ มันทำให้คาดเดาได้ เหมือนมันเป๊ะๆ ไปหมด”
 
“การเซ็นสัญญาอีก 4-5 ปี มันไม่ใช่ทางเลือกของผมจริงๆ”
 
น่าเสียดายที่ เดวิด เบนท์ลี่ย์ ไม่สามารถขึ้นไปสูงกว่านี้ และยืนระยะได้นานกว่านี้เมื่อมองจาก “คุณสมบัติ” ของเขาในการจะเป็นสตาร์ดาวดัง พรสวรรค์ รูปร่างหน้าตา ความมั่นใจ และแบ็คกราวนด์ กลับกลายเป็น สตาร์ที่หมดไฟ
 
จะด้วยการได้เงินเยอะตั้งแต่อายุน้อย จนทำให้ขาดความกระตือรือร้น หรือรับแรงกดดันกับการคาดหวังไม่ได้ หรือจะเป็นอะไรก็ตามที แต่เมื่อใครสักคน ปฏิเสธสัญญาที่จะทำให้เขาได้เงินก้อนโต ทั้งที่ยังมีแรง อายุยังน้อย โดยเหตุผลคือเขาขาดความสนใจ ไม่สนุกที่จะทำมันอีกต่อไป มันก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีพอ สำหรับเขาที่จะเดินออกมา
 
เรื่องราวของ “The Next David Beckham” จึงลงเอยด้วยแบบนี้เอง ข่าวนักเตะ